ฟังแล้วจำเลยนำไปเขียน 02 Iron Maiden - Piece of Mind (1983)

 ฟังแล้วจำเลยนำไปเขียน 02


รอบนี้จะเขียนถึงอัลบั้มร็อคขึ้นหิ้งตลอดกาลจากวงสัญชาติอังกฤษ ที่เป็นต้นแบบให้กับวงร็อคในยุคถัดมาอย่างล้นหลามและมากมาย อาทิ Metallica, Slayer, Megadeth, Exodus, Testament, etc. วงสปีดร็อคหรือสปีดเมทัลล้วนได้รับอิทธิพลจากวงนี้ที่มีชื่อว่า Iron Maiden และเราจะมาพูดถึงอัลบั้ม ที่มีบทเพลงระดับตำนานตลอดกาลอย่าง The Trooper อัลบั้ม Piece of Mind


(จาก https://i.pinimg.com/originals/d9/95/5c/d9955cadbe246e7304dbd113e1930b58.jpg)



อัลบั้ม Piece of Mind ออกเมื่อปี 1983 เป็นชุดที่ 4 ของวง ออกกับค่าย Capital Records รวมไปถึงเป็นชุดแรกของมือกลองสุดคลาสสิก Nicko Mcbrain ที่มาแทน Clive Burr โดยก่อนหน้าวงได้ทำยอดขายสำเร็จที่ดีเป็นอย่างมากจากชุด The Number of The Beats (1982) อัลบั้มชุดนี้จึงเหมือนเป็นการตอกย้ำว่ายุคนี้คือยุคที่ของ NWOBHM (New Wave of British Heavy Metal) อย่างแท้จริง

อัลบั้มชุดนี้ลดทอนของความเร็วลงไปพอสมควร แต่มีการเพิ่มสัดส่วนที่มากขึ้น ภายในอัลบั้มมีเพลงจำนวน 9 แทร็คด้วยกัน โดยมีความยาวของอัลบั้มทั้งหมดอยู่ที่ 45:28

อัลบั้มชุดนี้ส่วนตัวเห็นบ่อยจนชินและชา จากเสื้อที่คนรอบข้างใส่กันบ่อยเสียจนเกิดความสนใจว่า ไอ้วงนี้มันต้องมีอะไรซักอย่างทำไมมันถึงได้มีคนชอบไปใส่กันขนาดนี้ รวมถึงไอตัวที่อยู่หน้าเสื้อ (Eddie) ที่มักจะคอยหลอกหลอนลูกตาอยู่ประจำ จึงทำให้เกิดความสนใจที่จะลองฟังวงนี้ดูซักครั้ง


(จาก https://maidenrevelations.files.wordpress.com/2013/11/iron-maiden-1983.jpg)



มีโอกาสได้ลองฟังเพลง The Trooper ครั้งแรกจากเพื่อนสมัยมัธยมต้นคนนึง เลยเกิดความสนใจที่มีอยู่พอสมควร แต่ยังไม่ได้มีโอกาสลองฟังดูทั้งอัลบั้ม แต่มีความสนใจส่วนตัวที่ก่อขึ้นในจิตใจแล้วว่า วงนี้มันไม่ธรรมดา

บอกตามตรงหลังจากฟังชุดนี้เต็มๆครั้งแรก มันทำให้อยากฟังครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 หรือกลับมาฟังมันได้อยู่ตลอดเวลา รวมถึงได้มีโอกาสในการแกะเพลงในอัลบั้มนี้อยู่ 3-4 เพลงได้ ทำให้เห็นว่า อัลบั้มชุดนี้ทางวงได้ลดทอนความเร็ว แต่เพิ่มเทคนิคในการเล่นที่มากยิ่งขึ้น อัลบั้มถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงหาลายเส้นของตัวเองเจอ

จะว่าไปก็พล่ามถึงอัลบั้มนี้มาเยอะพอละ งั้นพูดถึงเพลงทั้ง 9 แทร็ค ในอัลบั้มนี้เลยละกัน

รีวิวแบบ Track by Track



(จาก https://m.media-amazon.com/images/I/817Fle0HdJL._UF1000,1000_QL80_.jpg)

Side A

—-----------------------------
Track 01 Where Eagles Dare (6:08)
เปิดด้วยลูกกลองของ Nicko Mcbrain เหมือนเป็นการประกาศศักดาว่า กรูไม่ได้มาแทนมือกลองคนเก่า แต่กรูจะมาสร้างประวัติศาสตร์กับวงนี้ให้ดีที่สุดตลอดกาล เป็นเพลงที่แสดงพาร์ทของดนตรีแบบล้วนๆ การโชว์สัดส่วนที่มีขั้นมีตอนในแต่ละส่วนอย่างลื่นไหล การ Unison ที่ไหลลื่นไปทั้งวง เป็นเพลงที่จดจำได้อย่างง่ายดาย และเชื่อว่ามือกลองชาวร็อคทุกคนต้องรู้จักกับเพลงนี้ รวมถึงมักจะติดอันดับอินโทรกลองเพลงร็อคที่ติดหูที่ดีที่สุดตลอดกาล ก่อนจะจบเพลงนี้ลงไว้อย่างดุเดือดเพื่อเป็นการเปิดต่อมให้ตื่นตัวที่จะฟังแทร็คต่อไป

Track 02 Revelations (6:51)
เพลงดังจากอัลบั้มอีกเพลง ที่เปิดด้วยการส่งแฉของกลอง พร้อมกับการ Unison ด้วยกันระหว่างเบสและกีตาร์ที่สวยงาม พร้อมกับท่อนคลีนสลับไปมากับท่อนแผดที่เล่นกันอย่างรวดเร็ว คลอกันไปมาทั้งเพลง แต่ยังคงเสน่ห์ด้วยการทำสัดส่วนที่ยึกยักไปมา ให้เพลงนี้ไม่เอื่อยและยืดยานมากจนเกินไป ในช่วงกลางเพลงมีการอัพจังหวะที่เร็วขึ้นพร้อมกับกีตาร์โซโล่ที่จัดจ้าน โดยรวมเพลงนี้ถือเป็นอีกเพลงที่มีความน่าสนใจ และดีมากที่วงตัดสินใจเอามาเป็นแทร็คที่ 2 ถ้าเอาไปไว้ในหน้า B เพลงนี้น่าจะดับแน่ๆ ด้วยสัดส่วนที่เยอะพอสมควร แต่การวางเพลงที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเพลงแรก แต่แทรกด้วยท่อนคลีนเข้าไปด้วย จึงทำให้มันไหลลื่นและรู้สึกไม่อืดเกินไป

Track 03 Flight of Icarus (3:49)
นี่ก็ยังคงเป็นอีกเพลงที่โคตรดัง และติดหูมากสำหรับผมเองอ่ะนะ ยอมรับตามตรงว่าตอนแรกไม่ค่อยชอบแทร็คนี้ เพราะมีความรู้สึกว่าเหมือนวงเอาเพลงนี้มาขัดซักช่วงนึง ด้วยจังหวะปานกลาง และการเดินไลน์กลองด้วยลักษณะมาร์ชชิ่ง หรือที่แฟนวงจะเรียกว่าจังหวะควบม้า แต่เป็นอีกหนึ่งเพลงที่คลาสสิก ฟังโดยรวมถือว่าเป็นเพลงจังหวะปานกลางที่ดีอีกเพลง มีช่วงที่ Bruce Dickinson ได้โชว์พลังเสียงอีกด้วย

Track 04 Die with Your Boots On (5:22)
บทเพลงที่พาคนฟังย้อนกลับไปในยุคแรกของวง เพลงจังหวะเร็วประมาณพอสมควร ที่จังหวะสนุกดี และท่อนฮุคที่ติดหูดี แต่สำหรับแทร็คนี้ไม่ได้มีความว้าวกับมันมากเท่าไรนัก แต่เป็นอีกเพลงที่สนุกดี

—--------------------------------

Side B


Track 05 The Trooper (4:10)
กีตาร์ เบส ประสานต่อกัน ลูกกลองส่งอย่างเรียบง่าย ไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าเพลงนี้อีกแล้ว จังหวะที่ลงตัวพร้อมกับเมโลดี้ที่ติดหูตั้งแต่ได้ยินครั้งแรก รวมถึงท่อนฮุคสุดคลาสสิกตลอดกาลสำหรับเพลงนี้ และกีตาร์โซโล่ระหว่าง Adrian Smith และ Dave Murray ที่สลับสอดคล้องกันไปมาก่อนที่จะกลับมา Unison กัน และเชื่อว่าเป็นเพลงที่ดีที่สุดในชีวิตของใครหลายคนเมื่อกล่าวถึงเพลงนี้ และเห็นปกอัลบั้มนี้

Track 06 Still Life (4:37)
เพลงจังหวะปานกลางทั่วไป ที่สัดส่วนที่น่าสนใจอีกเพลงนึง แต่มีความน่าสนใจของเพลงนี้คือ เปิดแทร็คด้วยเสียงพูดที่ฟังไม่รู้เรื่องย้อนกลับหลัง แน่นอนทางวงตั้งใจจะปั่นกระแสที่นักวิจารณ์ทีุ่คนั้นมักจะตีโพยตีพายว่า เพลงนี้มีความหมายถึงซาตานซ่อนอยู่ หนึ่งในนั้นที่โดนก็คือบทเพลงร็อคคลาสสิกตลอดกาลของวง Led Zeppelin ที่มีชื่อว่า Stairway to Heaven ในข้อความที่พูดย้อนหลังมาจากนักแสดงชื่อ John Bird ที่เลียนแบบคำพูดของ Idi Amin ประธานาธิบดีที่มีชื่อเสียงระดับโลกของประเทศยูกันดา ที่ปรากฎใน Broadcast ล้อเลียนที่ชื่อว่า The Collected Broadcast of Idi Amin ซึ่ง Nicko Mcbrain ได้แรงบันดาลใจผนวกกับกระแสการพูดถึงเพลงที่มีการพูดถึงซาตานจึงนำข้อความมาเล่นย้อนกลับ (Backward Message) ด้วยข้อความว่า “What ho” และ “What ho Said The t’ing”จากแทร็ค Listen with Nicko! ในซีรี่ย์ The First Ten Years Collection ที่ฉลองครอบรอบก่อตั้งวง

Track 07 Quest for Fire (3:40)
เปิดเพลงด้วยการ Unison ต่อกันอีกเช่นเคย ก่อนจะเข้าสู่จังหวะปานกลางทั่วไป เป็นอีกหนึ่งเพลงที่แกะแล้วน่าจะสนุกสำหรับสายแกะเพลง ด้วยไลน์เบส กลอง และกีตาร์ มีความน่าสนใจจากสัดส่วนที่สลับกันไปมา เป็นเพลงที่น่าสนใจสำหรับหน้า B โดยประมาณ

Track 08 Sun and Steel (3:25)
เพลงจังหวะเร็วทั่วไป ที่พอได้กระตุ้นต่อมของความดีด และมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับสไตล์เพลงในยุคแรกของวง ที่มีการสับของกีตาร์และเบสห้ำหั่นกันไปมา เป็นอีกเพลงที่สนุก แต่ไม่ได้ติดหูมากมาย

Track 09 To Tame a Land (7:26)
เป็นเพลงที่ผมเองชอบที่สุด ด้วยสไตล์เพลงที่เล่นด้วยทางคอร์ด Phrygian หรือคอร์ดทางตะวันออกกลาง ที่มีความอาหรับ ความทะเลทราย รวมไปสัดส่วนที่สุดยอด และน่าจะเป็นต้นแบบของเพลงแนว Progressive Metal ในยุคถัดมาเสียด้วยซ้ำ ท่อนที่ประทับใจที่สุดคือท่อนโซโล่ของเพลงที่ขึ้นด้วยการ Unison ในช่วงแรก ก่อนที่จะปั่นกีตาร์โซโล่อย่างหนักหน่วง และการเล่น Harmony ของกีตาร์ปิดท้ายเพลง เป็นเพลงที่แกะมันมาก โดยเฉพาะเบส (เพราะเป็นมือเบส ฮ่าๆ) ที่สำคัญแกะเพลงนี้โคตรเมื่อยมือ Steve Harris คือพระเจ้าที่แท้ทรู

สรุปโดยรวมแล้ว อัลบั้มนี้ เหมาะกับทุกคนที่เป็นชาวร็อค ฟังง่าย ย่อยง่าย แถมมีสัดส่วนดีๆซ่อนไว้ในเพลงอีกต่างหาก สำหรับสายแกะเพลง ค่อนข้างเป็นมิตร สำหรับสายเสื้อวง แน่นอนคลาสสิกตลอดกาล ใส่จนลืมว่าเป็นวงดนตรี (ฮ่าๆๆๆ) เพลงติดหูทุกเพลง อย่างน้อยจำชื่อไม่ได้ ก็ต้องมีความรู้สึกของความเอ๊ะเหมือนเคยได้ยิน

ให้คะแนนส่วนตัว 8.5/10 ข้อดี หน้าปกจำง่ายมาก โคตรจะ Iconic ฟังง่าย ติดหู ซับซ้อนมากขึ้น มีสัดส่วนและชั้นเชิงมากขึ้น การเรียงเพลงที่ลื่นไหลเหมาะสม ข้อเสีย ยังไม่ใช่อัลบั้มที่ตัวเองประทับใจขนาดนั้น เพราะมีอัลบั้มที่ดีที่สุดส่วนตัวไว้อยู่แล้ว แต่สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดก็ได้ มีบางเพลงที่รู้สึกเฉยๆไม่ได้ว้าวขนาดนั้น คือสนุก แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันสุดยอดปานนั้น หรืออะไรเทือกนั้น น่าจะเห็นภาพกันนะ

สุดท้ายนี้ ใครเป็นแหน Iron Maiden ก็น่าจะมีอัลบั้มในใจกันทุกคน บอกตามตรงเพลงในอัลบั้มนี้มันไม่เคยแก่ หรือตกยุคซักนิด ยังคงเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับวงร็อคในยุคต่อๆมาได้บรรเลงและหล่อเลี้ยงวงการร็อคได้มาจนถึงปัจจุบัน

และเมื่อวาน วันที่ 16 พฤษภาคม เป็นวันที่อัลบั้มนี้ครบรอบ 40 ปีพอดีนั่นเอง 

หวังว่าทุกคนจะชอบบทความเขียนถึงอัลบั้มนี้ครับ // ถ้ามีข้อมูลที่ผิดพลาดแย้งกันได้เลยฮะ

เพลงที่แนะนำ : Where Eagles Dare, Revelations, The Trooper, To Tame a Land







Comments

Popular posts from this blog

ฟังแล้วจำเลยนำไปเขียน 07 Nirvana - Bleach (1989)

ฟังแล้วจำเลยนำไปเขียน 06 Red Hot Chili Peppers - Californication (1999)

ฟังแล้วจำเลยนำไปเขียน 05 Dream Theater - Octavarium (2005)